ความสัมพันธ์ที่ไม่มีชื่อเรียก ควรจะไปต่อหรือพอแค่นี้?

เราขอบอกก่อนเลยนะว่าเราเรียนเอกจิตวิทยา เรามักจะหาเหตุผลต่างๆเพื่อประกอบการกระทำของคน การแสดงออกของบุคลิกภาพ ทัศนคติ หรือแม้แต่สถานการณ์ในอดีต สภาพแวดล้อม การเลี้ยงดู ก็ล้วนเป็นตัวแปรทำให้แต่ละคนมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไป และโดยส่วนตัวเราคิดว่าทุกๆการกระทำของคนมักจะมีเหตุผลเสมอ แม้ว่าเหตุผลนั้นจะดีหรือไม่ดีก็ตาม เราเรียนเพื่อเข้าใจคนอื่น แต่บางครั้งเราก็อยากเข้าใจตัวเอง ซึ่งการหาเหตุผลให้กับตัวเอง ก็เหมือนกับการหลอกตัวเองเพื่อทำให้ตัวเรารู้สึกดี (คหสต.)
     เข้าเรื่องเลยนะคะ  พอดีเราได้ไปทำงานที่บริษัทแห่งหนึ่ง แล้วมีพี่ที่เราค่อยข้างที่จะไว้ใจในระดับหนึ่ง ขอเรียกพี่เขาว่า J นะคะ ในช่วงแรกๆเราไม่ค่อยกล้าคุยกับพี่ J เพราะพี่ J เป็นคนค่อนข้างบ้างานในระดับหนึ่ง ทุกๆวันเราจะคอยสังเกตพี่ J เสมอ เค้าดูยุ่งวุ่นวายกับการทำงานมาก
        แต่มีวันหนึ่ง วันนั้นเรายุ่งมาก ยังไม่ได้กินข้าวเช้าและทำงานเลยเวลากินข้าวเที่ยง พี่ J ก็เดินมาที่โต๊ะเรา เอานมมาให้ เราก็ไม่ทันได้มองหน้าพี่ J พี่ก็หันหลังเดินกลับไปที่โต๊ะของเขาแล้ว เรานั้นก็ทำได้แค่พูดขอบคุณไล่หลังพี่ J ไม่แน่ใจว่าพี่จะได้ยินหรือเปล่า หลังจากวันนั้น เราสองคนก็พูดคุยกันมากขึ้น เริ่มไปกินข้าวเที่ยงด้วยกัน พี่ J ก็บอกว่าที่ไม่ได้มากินข้าวด้วยเพราะพี่ถือศีลอดอยู่ เราก็เพิ่งถึงบ้างอ้อ! จากการไปกินข้าวด้วยกันวันนั้น มันก็เลยทำให้เราสองคนมากินข้าวด้วยกันทุกๆวันในตอนเที่ยง และทำให้รู้จักพี่ J เพิ่มขึ้น พี่ J เป็นคนที่ผ่านประสบการณ์มาในระดับหนึ่ง พี่เขาชอบเล่าเรื่องราวต่างๆให้เราฟัง มีทั้งประสบการณ์โดยตรงและฟังจากคนรอบข้าง มาเล่าให้ฟังอยู่เสมอ จนเราคิดว่าเรารู้เรื่องของเค้ามากกว่าคนอื่นเพราะพี่ก็บอกกับเราว่า บางเรื่องที่เค้าเล่าให้เราฟังนั้น บางคนก็ยังไม่รู้ เรารู้สึกดีนะที่พี่เค้าไว้ใจเรา และมันก็เป็นแบบนั้นเรื่อยมา เราต่างคนต่างซื้อของกินให้กัน มีการสัมผัสกันมากขึ้น (ลูบหัว ควงแขน ซึ่งพี่ J เป็นคนเริ่มก่อนเสมอ)
          จนวันหนึ่ง เราได้รับโทรศัพท์และปลายสายก็บอกว่า เราได้ที่ทำงานใหม่ ซึ่งเป็นที่ใกล้บ้านและเงินเดือนก็ดีกว่าที่เราทำอยู่ในปัจจุบัน แต่ต้องไปทำงานทันทีเพราะที่นั่นต้องการคนด่วนมาก เราไม่มีเวลาตัดสินใจ จึงใช้เวลาตัดสินใจเพียงครึ่งวันและตอบตกลงไป เราก็พยายามที่จะบอกพี่ J ในวันนั้น แต่ก็ไม่กล้าเพราะคิดว่าตัวเองไม่สำคัญพอและพี่ J ก็เพิ่งเจอหัวหน้าสับเละเป็นโจ๊ก เราก็เลยไม่กล้าเอาเรื่องที่ไม่สบายใจไปเล่าให้พี่ฟังอีก แต่พอใกล้จะเลิกงานเราก็เดินไปบอกพี่ J ว่าเราจะย้ายที่ทำงาน พี่ก็รัวคำถามว่า “คิดจะบอกเมื่อไหร่?” “ทำไมต้องให้พี่รู้เป็นคนสุดท้าย” “ไม่ไปได้ไหม” “มันเร็วไปอยู่กับพี่ก่อนนะ” “ทำไมคนที่พี่รักต้องทิ้งพี่ไปทุกคน” คำถามรัวใส่มาที่เราจนเราไม่สามารถตอบได้ พี่ก็นิ่งไปและมองหน้าเราอยู่พักนึง เรารับรู้ด้วยสายตาว่าพี่เค้ามีคำถามอีกมากมายและไม่ต้องการให้เราจากไปจริงๆ เราตอบไปเพียงแค่ว่า “เราไม่ได้หายไปไหน เรายังอยู่ เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีมันทำให้เราอยู่ใกล้กันแค่นิดเดียวเอง ไม่เอาไม่งอแงนะ มีอะไรก็โทรมาก็ได้ ไลน์มาสิถ้าคิดถึง หรือไม่ก็ VDO Call ไง” เราก็ทำได้แค่ยิ้มแห้งๆกลับไปเพราะก็ยังไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมาก พี่เค้าบอกว่า “เทคโนโลยีมันง่ายก็จริง แต่มันจะดีกว่าไหม? ถ้าเรานั่งคุยกันแบบ Face to Face เราจะได้รู้ไงว่าคนตรงหน้ารู้สึกยังไง” “จะทิ้งพี่ไปอีกคนจริงๆหรอ?” “ถ้าน้องไป พี่โกรธน้องนะ” เราก็ไม่รู้จะทำยังไง ตอนนั้นอยากเข้าไปกอดพี่นะ แต่ก็ต้องทำตัวให้นิ่งเข้าไว้ เพราะเราทั้งสองยังอยู่ในที่ทำงาน
         หลังจากย้ายที่ทำงาน เราสองคนก็ไลน์คุยกันบ้าง โทรหาบ้าง และส่วนใหญ่ก็เป็นเรานี่แหละ ที่ทักเค้าไปก่อน โทรหาก่อน ในช่วงสองสัปดาห์แรกเราเริ่มรู้สึกว่าพี่พิเศษกับเรามาก เราจึงตัดสินใจบอกความรู้สึกทั้งหมดให้พี่รับรู้และอาจจะเป็นเพราะเพื่อนที่ทำงานเก่านั้นก็ค่อนข้างสนิทกับเราและพี่ในระดับหนึ่ง เพื่อนที่ทำงานเก่าจึงบอกว่าให้เราเดินหน้าบอกความรู้สึกไปเลย ในตอนแรกก็ไม่กล้าเพราะกลัวจะนก แต่เพื่อนก็ยังเชียร์และบอกว่าไม่นกชัวร์ เราเลยถามว่าทำไมถึงมั่นใจขนาดนั้น เพื่อนก็บอกว่า มันก็ค่อนข้างรู้เรื่องนี้ในระดับหนึ่งจากพี่เค้าเหมือนกัน และในคืนวันนั้น เราก็โทรคุยเรื่องสัพเพเหระจนถึงเวลาที่ต้องวางสาย
เราจึงบอกพี่ไปว่า “อย่าเพิ่งวางสายได้ไหม น้องมีอะไรจะบอกพี่”
พี่เขาก็ถามว่า “อะไรหรอ”
เรา “น้องไม่รู้ว่าจะเริ่มอย่างไรดี มันอึดอัด แต่มันก็ไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้”
พี่ “มีอะไร?”
เรา “คือ... พี่รู้หรือเปล่า ว่าพี่เป็นคนที่พิเศษสำหรับน้องมาก น้องรู้สึกดีกับพี่มาก น้องไม่รู้ว่าน้องชอบพี่หรือเปล่า แต่น้องก็ไม่เคยรู้สึกดีกับคนอื่นแบบนี้เลย”
พี่ “พี่ก็พอสัมผัสได้นะ น้องชอบพี่หรอ?”
เรา “น้องไม่รู้ว่าคำว่าชอบของพี่นั้น พี่ให้ความหมายว่าอะไร น้องไม่รู้ว่ารักของพี่ พี่ให้ความหมายว่ายังไง แต่น้องรู้สึกดีกับพี่มากๆและไม่เคยรู้สึกดีแบบนี้กับใครมาก่อนเลย”
พี่ “พี่ก็ชอบน้องนะ น้องน่ารักดี แต่พี่ลองทดสอบดูแล้วว่า น้องไม่ได้ชอบผู้หญิงแบบพี่หรอก พี่รู้สึกว่าน้องชอบผู้ชาย”
เรา “สำหรับน้องเรื่องเพศมันไม่ได้สำคัญ ไม่ได้จำกัดว่าเราเกิดเป็นผู้หญิงเราต้องคู่กับผู้ชายเสมอไป ความรู้สึกมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถานะภาพทางเพศนะพี่ น้องรู้สึกดีกับพี่เพราะว่าพี่คอยดูแลน้อง คอยใส่ใจน้องตลอดระยะเวลาที่เราเคยทำงานด้วยกัน”
พี่ “แต่พี่มีคนที่พี่รักแล้ว พี่คุยกับคนนั้นมาสักพัก คนนั้นเป็นน้องสาวของเพื่อน พี่พยายามเอาชนะใจคนนั้น จนพี่รู้สึกรักเค้า รักเค้ามาก มากจนไม่สามารถเผื่อใจไปรักใครได้อีก พี่ขอโทษน้องนะ พี่ก็ชอบน้องนั่นแหละ แต่พี่คิดว่าเราเป็นพี่น้อง เป็นเพื่อนกันดีกว่าไหม?”
เรา “ไม่เป็นไร ไม่ต้องขอโทษ พี่ไม่ได้ผิดอะไรเลย คนนั้นของพี่ก็ไม่ได้ผิดด้วย เรื่องนี้มันไม่มีใครผิดทั้งนั้นแหละ ไม่ต้องขอโทษนะ แต่น้องขออะไรได้ไหม?”
พี่ “น้องไม่เอานะ ไม่ร้องไห้ พี่ขอโทษ”
เรา “น้องขอเวลาหน่อยนะ ตอนนี้น้องไม่สามารถเป็นน้องสาวของพี่ได้ ไม่สามารถเป็นเพื่อนพี่ได้ และก็ไม่รู้ว่าอีกเมื่อไหร่น้องจะกลับไปเป็นน้องสาวของพี่ได้ ให้เวลาน้องหน่อย”
พี่ “พี่ขอโทษ...”
เรา “...”
พี่ “พี่ว่า...เราสองคนควรที่จะไปนอนได้แล้วนะ”
เรา “อื้ม”
    ผ่านไปสองอาทิตย์ เราต้องไปเอาเงินเดือนที่ทำงานเก่า และเป็นช่วงเวลาที่พี่ลาพักผ่อน เราก็เลยไม่ได้เจอกัน แต่เราก็ซื้อของที่เค้าชอบกินไปวางไว้ที่โต๊ะทำงานของพี่ แปะโน๊ตทิ้งไว้ว่า “เป็นของชิ้นสุดท้ายแล้วนะที่จะเอามาให้” และหลังจากที่พี่กลับมาจากลาพักร้อน เค้าก็ทักไลน์มาบอกว่า “ไม่เอาไม่พูดงี้ ไม่อยากเห็นคำว่าครั้งสุดท้าย” และต่อมาเราทั้งสองก็คุยกันบ้างแต่นานๆครั้ง มันก็เป็นเราอีกแหละที่เป็นฝ่ายทักเค้าไปก่อน และถ้าเมื่อไหร่ที่คุยไลน์กัน เราก็เป็นฝ่ายทักไปและกว่าพี่จะตอบก็ใช้เวลานานหลายชั่วโมง พอพี่แกตอบมา เราก็รีบตอบทันทีและพี่ก็หายไปอีกหลายชั่วโมงกว่าจะไลน์ตอบเรา และมีอยู่ครั้งหนึ่งที่เราโทรหาพี่ พอคุยกันไปสักพักพี่ก็บอกว่าขอพักสายแปปนึงนะ เราก็ไม่ได้คิดอะไร พี่พักสายเราไปเกือบสิบกว่านาที แล้วก็ขอวางสายไป บอกว่าติดธุระ เราคิดว่า เราทำใจได้แล้ว แต่ที่ไหนได้ ทดเวลาบาดเจ็บของตัวเองเพิ่มไปอีก เลยโทรปรึกษาเพื่อนว่าจะเอายังไงดี เพื่อนพูดมาหนึ่งประโยคว่า “เราไม่ใช่ต้นไม้ ถ้าไม่ไหวก็แค่ย้ายตัวเองออกมา” เราก็เลยคิดได้ เราจึงยอมเจ็บให้มันสุดๆไปเลย ยอมกลับไปคุยกับพี่แต่ก็รักษาระยะห่าง โดยการที่เราไม่ทักไป แล้วเราทั้งสองก็หายจากกันไป 2-3สัปดาห์ และพี่ J ก็ทักมา แต่การกลับมาคราวนี้คือ พี่ตอบไลน์เราเร็วมาก ไม่ถึงนาทีพี่เค้าก็ตอบ ไม่เคยปล่อยให้เราต้องรอเหมือนเมื่อก่อน และเราก็คุยกันบ่อยขึ้น แต่ครั้งนี้พี่จะทักมาก่อนเสมอ และเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา พี่เค้าโทรหาเราก็โทรคุยเรื่องเพื่อนที่ทำงาน บ่นนั้นบ่นนี้ ไม่ถามเราเลยว่า “หายไปไหน” “สบายดีหรือเปล่า” “เป็นไงบ้างที่ทำงาน” อยู่ๆเค้าก็โทรมาบ่นให้เราฟัง เราตอบได้แค่ “อ่อ...อื้ม...อ่าๆ...” แค่นั้น และพอถึงห้องเพื่อนพี่เค้าก็วางสาย บอกเพียงแค่ว่า “ถึงห้องเพื่อนแล้วนะ แค่นี้นะน้อง” ซึ่งเค้าไม่ได้บอกเราว่ากำลังจะไปหาเพื่อน เหมือนระหว่างทางเดินไปหาเพื่อนก็คุยโทรศัพท์กับเราเพื่อคั่นเวลา (ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่านะ แต่มันรู้สึกแบบนั้น) และพอพี่กลับจากห้องเพื่อน ก็ไลน์มาว่า “ขอโทษที่เจอเพื่อนแล้ววางสายน้อง...” เราก็ทำได้แค่ส่งสติ๊กเกอร์หัวเราะไป เพราะไม่รู้ว่าจะตอบอะไรเหมือนกัน และต่อจากนั้นมาพี่ J ก็ส่งรูปว่าตอนนั้นกำลังทำอะไรอยู่ กำลังกินข้าวอยู่ร้านนี้นะหรือออกมาซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อบ้างนะ ซึ่งเราไม่ได้ขอร้องหรือบอกให้ส่งเลย ตอนนี้เราก็ไม่รู้ว่าตัวเองต้องทำอะไรต่อ จะเดินต่อไปหรือควรที่จะหยุดและตัดความสัมพันธ์ เพราะมันรู้สึกเหนื่อยมากจริงๆ แต่อีกใจก็ไม่อยากตัดพี่เค้าไปเพราะระหว่างทางที่เรารู้จักกันมามันดีมาก...ดีจนรู้สึกเสียดายช่วงเวลานั้น
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่